Backup & Disaster Recovery

Backup & Data Protection Architecture

โครงสร้างเครือข่ายที่ออกแบบเพื่อ “ระบบงานสำคัญ” ที่ต้องการความเสถียรและปลอดภัยสูง

ทุกองค์กรรู้ว่าต้องมีระบบสำรองข้อมูล แต่ไม่ใช่ทุกองค์กรที่มี “สถาปัตยกรรม”
ที่ทำให้การ กู้คืนเกิดขึ้นได้ทันเวลา ในช่วงที่ระบบล่ม ไฟดับ เซิร์ฟเวอร์พัง หรือโดน
Ransomware

บทพิสูจน์ ไม่ได้อยู่ที่ตัวซอฟต์แวร์ว่าทำงานได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ระบบทั้งหมด
สามารถทำให้ธุรกิจกลับมาทำงานต่อได้เร็วแค่ไหนจึงจะถือว่าสำรองข้อมูลสำเร็จจริง

นี่คือเหตุผลที่ VIRYA SOLUTIONS ไม่ได้มองงาน Backup เป็นงานติดตั้งซอฟต์แวร์หรือ เชื่อมอุปกรณ์เก็บข้อมูล แต่เป็นการออกแบบ “ระบบนิเวศของข้อมูล” ที่ประกอบด้วยโครงสร้าง พื้นฐานหลากหลายชั้น ตั้งแต่ Hypervisor ที่รัน VM, ระบบ Storage ที่เก็บข้อมูลจริง, เส้น ทางการรับส่งข้อมูล, ไปจนถึงรูปแบบของ Repository และการจัดชั้นของสื่อสำรองให้ สอดคล้องกับระดับความสำคัญของงาน

Backup & Data Protection Architecture
Our Focus on Recovery

ทำไมองค์กรในไทยเลือก

สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดคือความสามารถในการกู้คืน เพราะในประสบการณ์หลายครั้งที่ผ่านมา องค์กรที่คิดว่าตนเอง "มี Backup แล้ว”
กลับพบว่าเมื่อถึงเวลาต้อง Restore จริง ระบบกลับช้าเกินไป ไม่ทันกำหนด RTO หรือข้อมูลล่าสุดไม่ตรงกับรอบการทำงานจริงจนเกิดความเสียหายซ้ำซ้อน
นั่นคือเหตุผลที่เราตรวจสอบขั้นตอนทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำก่อนการออกแบบเสมอ
Backup Architecture

กระบวนการออกแบบสถาปัตยกรรม

1. ทำความเข้าใจสถาปัตยกรรมเดิม

เมื่อเริ่มต้น เราจะทำความเข้าใจสถาปัตยกรรมระบบที่ลูกค้ามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น VMware, Hyper-V, ระบบ HCI หรือสภาพแวดล้อมผสม พร้อมวิเคราะห์ความสามารถของ Storage เช่น Enterprise Storage ที่มีระบบ snapshot ในตัว หรือโครงสร้างระดับกลางที่รองรับเฉพาะ workload บางรูปแบบ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการสำรองและกู้ คืนข้อมูล

2. ออกแบบเส้นทางการสำรองข้อมูล

จากนั้นเราจึงออกแบบเส้นทางการสำรองข้อมูลให้เข้ากับลักษณะงานจริง เช่น การลดโหลด บน datastore ผลิต การเลือกวิธีอ่านข้อมูลจาก VM ให้เร็วที่สุด หรือการออกแบบ proxy / data mover ให้เหมาะกับ topology ของ network เพื่อหลีกเลี่ยงคอขวด และทำให้การสำรองข้อมูล ทำได้รวดเร็วโดยไม่รบกวนระบบหลัก
ที่ยังต้องให้บริการตลอดเวลา

3. การออกแบบ Repository ที่เหมาะสม

ส่วนที่หลายองค์กรมองข้ามคือ Repository ซึ่งไม่ใช่เพียงอุปกรณ์เก็บข้อมูลธรรมดา แต่ ต้องเลือกให้สอดคล้องกับความเร็วที่ต้องใช้ในวันที่กู้คืน เช่น ระบบงานที่ต้องกู้กลับในไม่กี่นาที ต้องใช้พื้นที่เก็บข้อมูลที่รองรับ I/O สูงมาก ในขณะที่ข้อมูลทั่วไปที่ต้องเก็บนานอาจเหมาะกับสื่อ อีกประเภทหนึ่ง
การวาง repository ในแบบที่เหมาะสมจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ของงาน Backup Architecture ไม่ว่าจะเป็น NAS, block storage, appliance ระดับองค์กร หรือ object storage บน cloud ก็ต้องเลือกใช้ให้สอดคล้องกับระดับความสำคัญของข้อมูลจริง ๆ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง

4. สร้าง Multi-Tier Backup

เมื่อออกแบบสถาปัตยกรรม repository เสร็จ ระบบจะถูกขยายไปเป็น multi-tier backup เพื่อสร้างความปลอดภัยหลายชั้นสำรองกันเอง เช่น สำเนาแบบใกล้ระบบเพื่อกู้คืนเร็วที่สุด, สำเนาที่เก็บไว้นานเพื่อป้องกันความผิดพลาดหรือการลบโดยไม่ตั้งใจ และสำเนานอกสถานที่ที่ ใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ ซึ่งทั้งหมดต้องทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นโดยไม่สร้างภาระเกิน ควรต่อทรัพยากรของลูกค้า

5. กำหนด RTO/RPO ที่แท้จริง

เราปรับทุกส่วนให้สัมพันธ์กับ RTO/RPO ที่ธุรกิจต้องการจริง ไม่ใช่ค่าที่ตั้งไว้ตามเอกสาร ค่าที่องค์กรรับได้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เช่น บางระบบยอมให้ข้อมูลสูญเสียได้เพียงไม่กี่นาที บาง ระบบยอมได้เป็นชั่วโมง และบางระบบจำเป็นต้องกู้กลับให้ได้ทันที สิ่งเหล่านี้ทำให้ สถาปัตยกรรมของแต่ละองค์กรมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และเป็นเหตุผลว่าทำไม VIRYA ไม่เคยทำ Backup แบบ “สูตรสำเร็จ”

6. ทดสอบการกู้คืน (Restore Test)

เพื่อให้มั่นใจว่าระบบนี้พร้อมใช้งานจริง เราจะทำการทดสอบกู้คืนเต็มรูปแบบใน สถานการณ์จำลอง เพื่อพิสูจน์ว่าสถาปัตยกรรมที่วางไว้ทำงานได้ตามเวลาที่กำหนด ทั้งการกู้คืน ระดับไฟล์ ระบบทั้งเครื่อง หรือการย้าย workload ไปยังระบบสำรองชั่วคราว รวมถึงการตั้งค่า DR Workflow ที่รองรับสถานการณ์ไฟดับทั้งตึกหรือระบบหลักขัดข้องกะทันหัน

ประสบการณ์ในหลายโครงการทำให้เห็นชัดว่า เมื่อสถาปัตยกรรม Backup ถูกออกแบบ อย่างถูกต้อง
ธุรกิจสามารถสำรองข้อมูลเสร็จในเวลาที่สั้นลง กู้คืนได้จริง และลดภาระของทีม ไอทีลงอย่างมาก
ทั้งยังเพิ่มความมั่นใจให้ฝ่ายบริหารว่าสามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ได้มากขึ้น

Deployment Experience

ตัวอย่างจากงานจริง

Case Study 1: ปรับลด Backup Window

ในระบบหนึ่งที่มี VM จำนวนมากบน Storage ระดับองค์กร การสำรองข้อมูลเดิมใช้เวลา ยาวจนกินเวลาเข้าเช้าวันถัดไป บางวันสำรองไม่ทัน ก่อนที่ทีมเราจะเข้าไป โครงสร้างทางเทคนิค ไม่ได้ผิด แต่ออกแบบไม่เข้ากับรูปแบบการทำงานจริงของระบบและเวลาที่ธุรกิจต้องการ เมื่อเรา ปรับเส้นทางการรับข้อมูลและออกแบบการทำงานร่วมกับ snapshot ที่ Storage มีอยู่ ผลคือ backup window สั้นลงอย่างมาก และไม่กระทบระบบผลิตอีกต่อไป ขณะที่การกู้คืนทำได้เร็วขึ้น หลายเท่า

Case Study 2: สร้าง Repository หลายชั้น

ในอีกระบบหนึ่ง องค์กรเก็บสำรองข้อมูลไว้เพียงชุดเดียวใน NAS ลำพัง ไม่มีการแยก สำเนา ไม่มีสำเนาออกนอกสถานที่ และไม่มีกลไกป้องกันการลบหรือติด ransomware ทำให้ ความเสี่ยงสูงโดยที่ผู้บริหารไม่รู้ตัว เมื่อปรับเป็น repository หลายชั้นที่รองรับทั้งการกู้คืนทันที การเก็บสำเนานาน และการสร้างสำเนาที่ไม่สามารถลบแก้ไขได้ องค์กรก็มีระบบสำรองข้อมูลที่ มั่นคงขึ้นทันทีโดยไม่ต้องปรับโครงสร้างระบบผลิตเลย

หากต้องการให้เราตรวจสอบว่าระบบ Backup/DR ของคุณ 'รอดจริง' หรือไม่

เราสามารถประเมินโครงสร้างเดิม ออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ และทำให้ระบบสำรอง ข้อมูลของคุณพร้อมใช้งานจริงในวันที่ธุรกิจต้องการมากที่สุด
Virya Solutions
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น